เพลง กว่าจะรัก - พลอย ณัฐชา เนื้อหาดีมาก

วันนี้ ก็มาถ่ายทอดเพลงที่ผมชอบ เพลงหนึ่ง ซึ่งก็คือ เพลง กว่าจะรัก ของพลอย ณัฐชา





เนื้อเพลง

แต่ก่อนนั้น ฉันยังแปลกใจ ที่เห็นใครร่ำลาจากกัน ด้วยการร้องไห้
แต่บัดนี้ เมื่อเราต้องไป ก็ถึงวันที่ฉันเข้าใจว่าเพราะอะไร

เมื่อเราต้องไป พบเพื่อนใหม่ ซึ่งอาจไม่มีใครเข้าใจ เราเหมือนเพื่อนคนเดิม

กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจต้องใจเวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร

อยากจะคิด ต้องจากกัน เป็นแค่ฝันแต่ความจริงนั้น เรายังอยู่เคียงข้างกัน ดั่งวันวาน

ก่อนจากกัน ฉันมาบอกลา ด้วยน้ำตาที่มันเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ
อยากบอกเธอ บอกเธอด้วยใจ ว่ารักเราจะมีให้กันอย่างนี้เรื่อยไป

แล้วเราจะมาพบกันใหม่ จะกลับมาร่วมทุกข์สุขกัน ให้เหมือนวันวาน

กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจต้องใจเวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร

กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจต้องใจเวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร

กว่าจะรัก เท่าวันนี้ กว่าจะมีคนมาเข้าใจต้องใจเวลา ใช่เพียงมองตากันเมื่อไร

ควายประหลาดผู้คนแห่กันไปถ่ายรูปควายตัวนั้น

ณ. ตอนนี่ ก็ผ่านเหตุการณ์ที่ผมโกรธ มาไม่นาน ผมได้ไปเจอสิ่งๆ นี้ ทำให้ความโกรธ ของผม เกือบจะหมดสิ้นไปเลยก็ว่าได้

เมื่อพบกับ

"ตะลึง ควายประหลาดฝูงชนแห่ถ่ายรูป"

ฝากเพื่อนๆ ไว้ด้วยเรื่องการพูด

เฮออ... วันนี้ เป็นวันที่ ความร้อนขึ้นหน้า หน้าเกือบระเบิด เมื่อได้คุยกับบุคคลที่ไม่ต้องการคุยด้วย ผมจะเขียน post นี้ทำไมก็ไม่รู้ รู้แต่อยากให้ความโกรธทีี่ผมมีนั้นมันลดลงบ้างเพราะไม่เคยโกรธใครมากเท่านี้ (อยากจะกระทืบให้ตายเลยก็ว่าได้) แต่ในใจผมก็มีศิล 5 จึงได้แค่ตอบโต้ไปแบบหยาบๆ (ทุกคนคงจะเข้าใจว่าถ้าคนเราโกรธถึงขีดสุด จนแทบจะคุมมันไว้ไม่อยู่มันเป็นอย่างไร) แต่ผมก็จะไม่กล่าวถึงบุุคคลที่ผมคุยด้วย เพราะผมไม่อยากจะคิดว่าใครผิดใครถูก แต่ผมอยากจะฝากกับทุกๆ คนไว้ว่า..

พูดอะไร เราควรจะคิดถึงความรู้สึกของผู้ฟังบ้าง.. และในสื่ออินเตอร์ฺเน็ต เป็นสื่อสังคมที่เปิดกว้าง ใคร คนใด คนไหน ก็สามารถ จะคิดและแสดงความคิดเห็นนั้นออกมาแบบดิบๆ โดยไม่ทันได้ คิดถึงผู้ที่จะได้อ่านว่ามีความรู้สึกอย่างไร

ถึงแม้จะเป็นคำพูดที่เสียดสีเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าได้ขาดการไตร่ตรอง เพราะเพียงเล็กๆ น้อยๆ มันก็อาจจะสร้างความลำบากใจและไม่สบายใจแก่ผู้ฟังก็เป็นได้

ใครกันนะดันมาใช้ ChaowKung เหมือนเรา


แม๊ะ ... วันนี้ลองค้นหา คำว่า ChaowKung ใน google ดูปรากฏว่า ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวแฮ่ะ แต่ัมันก็ไม่น่าแปลกนิหว๊า คนชื่อเชาว์มีเป็นหมื่น เป็นแสน ใครจะไปรู้

... ช่วงนี้ สภาพการเงินของผมแย่อีกแล้ว สิ้นเดือน มิย. นี้ก็ต้องจ่ายค่าเรียน อีก 3000 บาท เครียดๆๆๆ


ปล. เมื่อกี้หลังโพสนี้ได้ 5 นาที เช็ค index เว็บดู... gg มันเก็บบทความหน้านี้ไปแล้ว ไวจริงๆ

หายไปนาน บอกรายได้เดือน พค.ซ่ะหน่อย

สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อคตั้งนาน หลังจากครอบครัวผม ตกงานกันทั้งบ้าน ทั้งพ่อและแม่
ผมจึงหันมาศึกษา amazon และ adsense อย่างจริงจัง ตั้งแต่ ต้นปี เผื่อมันจะช่วยทางครอบครัวผมได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เพราะค่าประกันชีวิต เยอะเหลือเกิน และผมพึ่งจะสมัครเรียน ป.ตรีที่ รามคำแหง ค่าใช้จ่ายต่างๆ จึงมีมากมาย ... ถึงแม้จะได้จาก adsense น้อย แต่ผมก็จะพยายามต่อไป




ส่วน amazon ไม่อยากจะนึกถึง น้อยเหลือเกิน

มนุษย์จริงๆ แล้วมาจากไหน และอะไรเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ?

หลวง พ่อ "ที่ว่าจะมีไฟบรรลัยกัลป์มา เพราะว่าคนมีจิตบาปมาก ศีล ๕ ทำไม่ค่อยจะครบ เช่นปาณาติบาตเป็นต้น อายุมันจะน้อยลงทุกที จนกระทั่งอายุถึง ๑๐ ปี เป็นอายุขัย

ตอนนี้เกิด "มิคสัญญี" ไม่มีการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน จะรบราฆ่าฟันกันมากพระอาทิตย์ท่านรำคาญเต็มที่ โผล่มาทีละ ๒ ดวง ๓ ดวง ๔ ดวง ตายหมด ทีนี้ถึง ๗ ดวง น้ำในมหาสมุทรก็แห้ง ต้นไม้แห้งกรอบจัด ผลที่สุดเป็นไฟลุก ไฟไม่ได้ไหม้มาจากไหน อาศัยน้ำแห้ง ต้นไม้แห้งกรอบเต็มที่ ความร้อนหนัก ก็เกิดไฟลุกขึ้นก็ล้างกันเสียทีหนึ่ง

เมื่อ อารมณ์สงสัยเกิดขึ้น ฉันก็อดที่จะอยากรู้ตามความเป็นจริงไม่ได้ ในที่สุดคืนวันหนึ่ง ฉันนั่งคุมกรรมฐานอยู่ความสงสัยเรื่องรู้เลยธงเกิดขึ้นมาขวางจิต จึงถามท่านผู้รู้ที่เป็นสัพพัญญวิสัย ท่านทรงพยากรณ์ให้ทราบดังนี้

หลัง จากกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ๔,๐๐๐ ปี จะมีไฟล้างโลกล้างแต่โลกมนุษย์เท่านั้น ไม่ลุกลามไปถึงเทวดา ท่านบอกว่ามันเริ่มความเร่าร้อนตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี แล้วจากนั้นไปพวกอธรรมเกิดมาก มีอำนาจวาสนามาก ทำให้ความสงบสุขไม่มี เพราะพวกอธรรม เป็นพวกเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม

โลกจะร้าง ไม่มีต้นหญ้ากอไม้ แม้แต่น้ำในมหาสมุทรก็ไม่มีไปครบ ๑,๐๐๐ ปี หลังจากนั้นแล้วจะมีฝนใหญ่ตกลงในมนุษยโลกแม่น้ำและมหาสมุทรจะเต็มไปด้วยน้ำ พื้นโลกจะชุ่มชื่น ต้นหญ้าต้นไม้ จะเริ่มงอกงามขึ้นเป็นลำดับ จนโลกทั้งโลกกลายเป็นป่าไม้

หลังจากโลกที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นหญ้า ใบไม้นั้นทิ้งระยะนาน ๑ หมื่นปี สัตว์โลกเริ่มเกิดสัตว์และคนที่มาเกิดยุคต้นนั้นไม่ได้อาศัยบิดามารดาเป็น แดนเกิด มาเกิดแบบโอปปาติกะ คือ มาเกิดด้วยอำนาจกรรม คือเป็นตัวตนขึ้น จะยังไม่มีพระอาทิตย์พระจันทร์ส่องแสง มีแสงสว่างเกิดจากอำนาจบุญของแต่ละบุคคล คือมีแสงสว่างออกจากตัวเองเป็นสำคัญ

เรื่องอาหารนั้น ในระยะแรกยังไม่ต้องการอาหาร มีความอิ่มด้วยธรรมปีติ เพราะแต่ละคนที่มาเกิด ล้วนแล้วแต่มาจากเทวดาหรือพรหมทั้งนั้น ไม่มีสัตว์นรกหรือเปรตเจือปน โลกจึงเต็มไปด้วยความสุข หาความทุกข์ไม่ได้ นอกจากกฎธรรมดา คือความเสื่อมของสังขาร

เรื่องการทะเลาะยื้อแย่ง ไม่มี คนทุกคนเป็นคนสวยหมด มีผิวขาวเหลือง เนื้อละเอียดทั้งหญิงและชาย มีแต่คนรวย ไม่มีใคนจน มีแต่คนใจบุญ ไม่มีใครใจบาป เมื่อโลกมีมนุษย์และสัตว์บริบูรณ์ มีดวงจันทร์ มีดวงอาทิตย์ ระยะเวลานับแต่มีสัตว์โลก เกิดในโลก เวลาล่วงมาได้ล้านปี

คนสมัย นั้นมีอายุครองตนเองได้ ๔ หมื่นปี เป็นอายุขัย ท่านว่าตอนนั้น พระศรีอาริย์จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า เขตที่ท่านลงมาตรัส สมัยปัจจุบันเรียกว่า เขตเมืองพม่า พูดถึงไฟบรรลัยกัลป์แล้วน่ากลัวจริงๆ นะ แต่ถ้าคนชั่วมีมาก ก็ควรล้างกันเสียที"

บท สรุป

เรื่อง นี้ชี้ให้เห็นว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นจากจิตใจของคน ถ้ามีคนดีมีศีลธรรมมาก โลกก็ร่มเย็น ถ้ามีคนผิดศีลผิดธรรมมาก โลกก็จะเร่าร้อน เหมือนปัจจุบัน
อากาศ จะร้อนมาก และดูคนสมัยนี้ ผิดศีลผิดธรรมกันมาก เรื่องกามราคะ เรื่องสุราเมรัย คนบางคนไม่เคยมีศีลไม่เคยรักษาศีลเลย สร้างแต่กรรมชั่ว
ป้านิภาเคยบอกตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้น ๒ ดวง ถึงเราจะมองเห็นดวงเดียว แต่ความร้อนเหมือนพระอาทิตย์ ๒ ดวงจริงๆ ครับ

การเกิดเป็นมนุษย์ นั้นยากนัก

สวัสดีครับ

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดเชตวัน มีอุบาสก 5 คน เป็นเพื่อนกัน มานั่งฟังธรรม ทั้ง 5 คนต่างมีกิริยาอาการต่างๆกัน คนหนึ่งนั่งหลับ คนหนึ่งนั่งเอานิ้วเขียนพื้นดินเล่น คนหนึ่งนั่งเขย่าต้นไม้ คนหนึ่งนั่งแหงนดูท้องฟ้า มีเพียงคนเดียวที่นั่งฟังด้วยอาการสงบ

พระอานนท์กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "ทำไมอุบาสกเหล่านี้จึงแสดงกิริยาเช่นนั้น"

พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าอดีตชาติของอุบาสกแต่ละคนว่า

อุบาสกที่นั่งหลับ เคยเกิดเป็นงูมาแล้วหลายร้อยชาติ เขาหลับมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่อิ่ม แม้แต่ฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ธรรมะก็ไม่เข้าหู ยังหลับอยู่อย่างนั้น

อุบาสกที่เอานิ้วมือเขียนพื้นดินเคยเกิดเป็นไส้เดือนมาหลายร้อยชาติ นั่งเอานิ้วเขียนบนพื้นดินเล่นอยู่อย่างนั้นด้วยอำนาจความประพฤติที่ตัวเคย ทำมา ก็ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

อุบาสกที่นั่งเขย่าต้นไม้อยู่นั้น เกิดเป็นลิงมาแล้วหลายร้อยชาติ ถึงบัดนี้ก็ยังเขย่าต้นไม้อยู่ ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

อุบาสกที่นั่งแหงนดูท้องฟ้านั้น เคยเกิดเป็นพราหมณ์บอกฤกษ์ด้วยการดูดาวมาหลายร้อยชาติ ถึงบัดนี้ก็ยังคงนั่งดูท้องฟ้าอยู่ ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้า

อุบาสกที่นั่งฟังธรรมอย่างสงบด้วยความเคารพ เคยเกิดเป็นพราหมณ์ศึกษาธรรมะและปรัชญา ค้นคว้าหาความจริงมาหลายร้อยชาติ มาบัดนี้ได้พบพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังธรรมด้วยดี จนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่าชาติก่อนเราเกิดเป็นอะไรหนอ

""พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยาก ต้องมีบุญมาก อุปมาเหมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่งดำน้ำอยู่ในทะเล ทุกๆ 100 ปี เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่หัวขึ้นมาจากทะเลครั้งหนึ่ง ในทะเลก็มีห่วงเล็กๆขนาดใหญ่กว่าหัวเต่าหน่อยหนึ่งลอยอยู่ 1 ห่วง โอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมา แล้วหัวสวมเข้ากับห่วงพอดียากเพียงใด โอกาสนั้นก็ยังมีมากกว่าการที่เหล่าสรรพสัตว์จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์""

เมื่อพูดถึงจิตวิญญาณที่ท่องเที่ยวในวัฎสงสารไม่ว่าจะในภพภูมิใด มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรก เทวดา พรหม ฯลฯ กล่าวได้ว่า "มนุษย์" เป็นภพภูมิที่ประเสริฐสูงสุด ในโลกมนุษย์นี้ โดยอาศัยอัตภาพร่างกายของมนุษย์จิตของเรามีโอกาสที่จะมีประสบการณ์ได้ทุกภพ เมื่อเราเกิดมา เราอาศัยพ่อแม่มาเกิด กายของเราเป็นมนุษย์ก็จริงแต่จิตใจก็เป็นได้สารพัดอย่าง เปรียบชีวิตมนุษย์เป็นเหมือนห้องทดลอง

คนขี้เกียจ กินแล้วก็นอน กินแล้วก็นอน ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับงู

คนที่ชอบทะเลาะวิวาท ต่อยกัน ตีกัน ก็เป็นเหมือนไก่ชน

คนที่ซุกซนอยู่เฉยไม่ได้ ก็เหมือนกับลิง

หรือบางคนชีวิตเป็นทุกข์เดือดร้อนใจ จนบอกว่าเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็เป็นใจที่มีประสบการณ์เหมือนตกนรก

คนที่ไม่รู้จักพอ มีเท่าไรก็ยังหิวโหย อยากจะได้อยู่ร่ำไป ก็เป็นใจเปรต

บางคนถือตัวถือตน ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น ก็มีใจเหมือนยักษ์

บางคนรักสวยรักงาม รักอารมณ์ดี ใจดีมีหิริโอตตัปปะ ก็เป็นใจเทวดา

บางคนบำเพ็ญสมาธิภาวนาเข้าฌานเป็นรูปพรหม อรูปพรหม ก็มีใจเป็นพรหม

คนที่ประพฤติตนเหมาะสมกับเป็นมนุษย์ ก็มีใจเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

มนุษย์ แปลว่า ใจสูง หมายถึงมีจิตใจสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรก มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ มีหิริโอตตัปปะ ละอายเกรงกลัวต่อบาป ประพฤติตนอยู่ในกรอบของกฎหมายธรรมเนียมประเพณี ตามหลักพุทธศาสนาก็คือมีศีลธรรม การรักษาศีล 5 คือการรักษาคุณธรรมความเป็นมนุษย์ รักษาศีล 5 ได้ก็เท่ากับรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์

ในฐานะมนุษย์ ไม่มากก็น้อยที่ใจของเราได้มีประสบการณ์ในภพชาติอื่นๆทั้งที่ต่ำกว่าและสูง กว่าภพภูมิมนุษย์ เรามีปัญญาที่จะรู้ได้จากประสบการณ์ของเราแล้วว่าอะไรดีอะไรไม่ดี การเกิดเป็นมนุษย์ถ้าดีก็ดีได้มากๆ แต่ก็น่ากลัวเหมือนกัน เพราะถ้าประมาทก็ทำชั่วได้มาก ถ้าไม่ประมาท รักษาศีล 5 ทำความดี สร้างบารมี ตั้งใจพัฒนาชีวิตจิตใจแล้วก็สามารถมีประสบการณ์สูงขึ้น เป็นเทวดา พรหม ตลอดจนเข้าถึงอริยมรรค อริยผล บรรลุนิพพานได้ มนุษย์จึงเป็นชาติที่มีทางเลือก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

เป็นการยากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์

เป็นการยากที่ชีวิตสัตว์จะได้อยู่สบาย

เป็นการยากที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ

เป็นการยากที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติมา

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรเห็นคุณค้าของการเกิดเป็นมนุษย์ อย่าให้เสียโอกาส เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้มั่นคง ถึงจะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ตาม แต่จิตใจก็เป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ

ใจต่ำ เป็นอกุศลจิต ใช้ชีวิตอย่างประมาทขาดสติ เป็นทางของสัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรก

ใจสูง เป็นกุศลจิต ดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญา ไม่ประมาท สร้างกุศลกรรมความดี สร้างบารมี เป็นทางของมนุษย์ เทวดา พรหม อริยมรรค อริยผล นิพพาน

ดังนั้นสำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง การเลือกทางดำเนินชีวิตของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก